'ปุ๋ยสั่งตัด' นวัตกรรมเพื่อชาวนามืออาชีพ

          ปี 2558 การแข่งขันทางการค้าในภูมิภาคอาเซียนจะรุนแรงขึ้น ทั้งด้านคุณภาพและราคาของผลผลิตการเกษตร ข้าวไทยเป็นสินค้าเกษตรที่สำคัญที่ยังต้นทุนสูง หากชาวนาไทยยังใช้วิถีการผลิตแบบเดิมย่อมไม่เกิดความยั่งยืนในการทำนา ชาวนาไทยจะมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่สามารถพึ่งพาการปรับราคาขายเพียงด้านเดียว เพราะราคาขายต้องเป็นไปตามกลไกทางการตลาด ยากต่อการควบคุม แต่สิ่งที่เกษตรกรสามารถควบคุมได้ คือ "ต้นทุน"  โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนากระบวนการผลิตให้มีคุณภาพมากขึ้น
       ล่าสุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนงานวิจัย สสสldll.) และมูลนิธิพลังนิเวศและชุมชน จัดการประชุม "ปฏิรูปการใช้ปุ๋ยของชาวนาไทย" เพื่อนำเสนอผลงานวิจัย "ปุ๋ยสั่งตัด" และผลสัมฤทธิ์ในการลดต้นทุนการผลิตในภูมิภาคต่างๆ รวมถึงให้ข้อเสนอแนวทางปฏิรูประบบผลิตข้าวของชาวนาไทยด้วยการลดต้นทุนปุ๋ย แก่ผู้นำชาวบ้านจากจังหวัดต่างๆ ที่มาร่วมรับฟัง
          ศ.ดร.ทัศนีย์ อัตตะนันทน์ ผู้วิจัยเทคโนโลยีปุ๋ยสั่งตัด กล่าวว่า ผลงานวิจัยลดการใช้ปุ๋ยเคมีที่มากเกินความจำเป็นผ่านการคำนวณธาตุอาหารที่ดินต้องการ ประกอบด้วย 3 นวัตกรรม 1) คำแนะนำปุ๋ยสั่งตัดที่พัฒนาจากแบบจำลองการปลูกพืชที่นำปัจจัยหลักที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของพืชมาพิจารณาร่วมกัน และพัฒนาระบบสนับสนุนการตัดสินใจโดยคอมพิวเตอร์ เพื่อวิเคราะห์คำแนะนำปุ๋ยที่เหมาะสมกับธาตุอาหารของดินลักษณะของการผลิตที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด 2) ชุดตรวจสอบ เอ็น-พีเค ในดิน เป็นผลงานประดิษฐ์ของทีมวิจัยที่ได้เผยแพร่ตั้งแต่ปี 2541 ถือเป็นครั้งแรกของประเทศ มีความแม่นยำ สะดวก ทำให้เกษตรกรวิเคราะห์ดินได้ด้วยตัวเอง 3) กระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยีแบบมีส่วนร่วมที่เพิ่มขีดความสามารถของเกษตรกรในการพึ่งพาตัวเอง ทีมวิจัยฝึกเกษตรกรให้เป็นนักวิจัย ใช้ไร่นาเป็นห้องทดลอง ฝึกให้เก็บและวิเคราะห์ข้อมูล เกษตรกรตื่นตัวและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านการผลิต เกิดการรวมกลุ่มช่วยเหลือกัน
          "ปุ๋ยสั่งตัด เป็นเทคโนโลยีใหม่ พลิกการใช้ปุ๋ยเคมีของประเทศอย่างก้าวกระโดด คือ จากการที่เกษตรกรซื้อปุ๋ยผิดชนิด ใส่ผิดปริมาณ เปลี่ยนเป็นเรียนรู้เพื่อให้เข้าใจกำลังการผลิตพืชของดิน ความแตกต่างของปุ๋ยเคมีและอินทรีย์ การเก็บตัวอย่างดิน การวิเคราะห์ดิน และการแนะนำดิน ตั้งแต่ปี 53 จนถึงปัจจุบันมีเกษตรกรได้นำเทคโนโลยีปุ๋ยสั่งตัดไปใช้กับข้าวนาชลประทานหลายจังหวัด ปรากฏว่าลดค่าปุ๋ยเคมีได้ 30-50 เปอร์เซ็นต์ ผลผลิตเพิ่มขึ้น 10-20 เปอร์เซ็นต์ ลดค่าเคมีกำจัดโรคและแมลง ลดการปนเปื้อนในผลผลิต มีผลดีต่อสุขภาพของเกษตรกรและสิ่งแวดล้อม" ศ.ดร.ทัศนีย์สรุปผล
          ผู้วิจัยกล่าวอีกว่า ดินที่ใช้ปลูกพืชในประเทศมีมากกว่า 200 ชุดดิน มีศักยภาพและข้อจำกัดแตกต่างกัน เช่น ความลึก ความเป็นกรด-ด่าง เนื้อดิน ฯลฯ ต้องรู้ว่าที่ดินผืนนั้นเหมาะกับพืชชนิดใด พืชต้องการธาตุอาหาร 18 ธาตุ ก่อนใส่ปุ๋ยเกษตรกรต้องรู้ว่าดินในขณะนั้นมีธาตุอาหารอะไร ปริมาณเท่าไร จะทำได้ด้วยการวิเคราะห์ดินทางเคมีเท่านั้น อาทิ ข้าวที่ปลูกในชุดดินที่ไม่เหมือนกัน ตัวอย่าง ชุดดินวิเชียรบุรี วิเคราะห์ไนโตรเจนได้ปริมาณต่ำมาก ให้ใส่ปุ๋ย 10 กิโลกรัมต่อไร่ ค่าต่ำใส่ 6 กิโลกรัมต่อไร่ และค่าปานกลางใส่ 4 กิโลกรัมต่อไร่ เป็นต้น
          "รู้จักดินแล้วยังต้องรู้จักปุ๋ยด้วย คือ วัสดุที่ให้ธาตุอาหารพืช ปุ๋ยจึงไม่ใช่สารป้องกันกำจัดศัตรู ปุ๋ยที่จำหน่ายในไทยมีเพียง 3 ประเภท ได้แก่ ปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยชีวภาพ แต่ละประเภทมีจุดประสงค์การใช้ที่แตกต่างกัน เช่น ปุ๋ยเคมี เน้นเฉพาะธาตุอาหารหลัก (N-P-K) เท่านั้น" ศ.ดร.ทัศนีย์เผย
          ด้าน ไพฑรูย์ อุไรรงค์ รองอธิบดีกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แนะนำชาวนาผ่านเวทีเดียวกันว่า ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การใส่ปุ๋ยเคมีก็สำคัญ มีผลต่อการตอบสนองของพืช อย่างข้าวที่ไวต่อช่วงแสง คือข้าวพันธุ์พื้นเมืองเป็นส่วนใหญ่ อาทิ ข้าวหอมมะลิ ควรใส่ปุ๋ยใน 2 ช่วงเวลา ได้แก่ ระยะเป็นกล้า    และระยะเริ่มสร้างช่อดอก ส่วนข้าวที่ไม่ไวต่อแสง คือข้าวในนาชลประทาน 120 วันเก็บเกี่ยว ควรใส่ปุ๋ย 3 ช่วงเวลา ได้แก่ ระยะกล้า, แตกกอ และสร้างรวงอ่อน ทั้งหมดเป็นช่วงที่ต้นข้าวดูดซึมได้ดีและเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด เป็นวิธีที่ลดการสูญเสียปุ๋ยน้อยที่สุด อีกอย่างปุ๋ยต้องถูกสูตร หากดินที่วิเคราะห์ขาดธาตุฟอสฟอรัสหรือโพแทสเซียม แต่กลับใส่ธาตุยูเรเนียมเป็นอันดับแรก ผลผลิตก็จะไม่ได้ตามที่ต้องการ นอกจากนี้ยังมีแผ่นเทียบสีใบข้าวเป็นอีกนวัตกรรมประเมินความสมบรูณ์ธาตุอาหารในดิน
          ตัวแทนเกษตรกร ร่ม วรรณประเสริฐ  เกษตรกรจากชุมชนห้วยขมิ้น อ.หนองแค จ.สระบุรี เปิดเผยผลการทดลองการใช้ปุ๋ยสั่งตัดว่า เริ่มทดลองตั้งแต่ปี 2551 จาก 25 ไร่ ผลผลิตยังไม่เพิ่มขึ้น แต่เริ่มเห็นผลในฤดูกาลปลูกต่อมา จนเข้าปีที่ 3 ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 80 ไร่ ต่อมาปี 2553 ชักชวนเกษตรกร 13 ราย ทดลองใช้ปุ๋ยสั่งตัดร่วมกันในพื้นที่ 571 ไร่ ช่วยลดค่าปุ๋ยลงถึง 52 เปอร์เซ็นต์ จากต้นทุน 725 บาท เหลือต่ำสุด 335 บาทต่อไร่ ผลผลิตเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 23 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันขยายเครือข่ายภายใต้ชื่อ "คลินิกดินห้วยขมิ้น" สมาชิกเป็นเกษตรกร 3 ตำบล
          "ปุ๋ยสั่งตัดทำให้เรารู้ว่าปุ๋ยเคมีมีส่วนประกอบอะไรบ้าง ข้าวต้องการสารเคมีเท่าไร ใช้ให้ถูกต้อง ส่วนใหญ่จะมองด้านผลผลิตมากกว่า อีกทั้งยังเห็นอันตรายของปุ๋ยเคมีที่มีผลต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของชุมชนมากขึ้น จากเดิมที่มองว่าเป็นเรื่องไกลตัว" เกษตรกรสระบุรีกล่าว
          รศ.วุฒิชัย กปิลกาญจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า การประชุมปฏิรูปการใช้ปุ๋ยของชาวนาไทยด้วยเทคโนโลยีปุ๋ยสั่งตัด เป็นผลมาจากการร่วมมือของหลายหน่วยงาน เทคโนโลยีดังกล่าวได้ถ่ายทอดไปสู่ชาวนาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะหลายปี หลายภาคส่วนสนับสนุน มีการขยายคลินิกดิน สามารถลดต้นทุนการผลิตข้าวได้ ที่สำคัญเกษตรกรเริ่มต้นใช้ปุ๋ยเคมีอย่างถูกต้อง การประชุมเป็นการเปิดโอกาสระดมความคิดเห็นเพื่อหาข้อสรุปเป็นรูปแบบและกระบวนการการขับเคลื่อนนโยบาย ตลอดจนแนวปฏิบัติ สำหรับภาครัฐ เอกชน และเกษตรกรต่อไป เพราะการใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ.